บนหลอดหรือ datasheet คุณจะเห็นตัวเลขแบบ ±25% หรือ Class 50 หรือ 25HM — มันคือความสามารถรับการขยับตัวของรอยต่อ และเป็นค่าที่สำคัญกว่าที่หลายคนคิด
รอยต่อทุกที่ขยับตัว
วัสดุยืดหดตามอุณหภูมิ อาคารขยับตามแรงลม แผ่นเหล็กร้อนแล้วยืด ยาแนวที่ดีต้องยืดหดตามได้โดยไม่ฉีกตลอดอายุ ค่า movement capability คือตัวบอกว่ามันทำได้แค่ไหน
ตัวเลขบอกอะไร
- ±25% — รับการยืด/หดได้ 25% ของความกว้างร่อง
- ±50% — รับได้ถึง 50% เหมาะกับรอยต่อขยายตัวของอาคาร
- none / ต่ำ — ไม่เหมาะกับรอยต่อที่ขยับ ใช้กับงานที่อยู่นิ่ง
กับดัก: เทียบข้ามรุ่นตรง ๆ ไม่ได้
ยาแนวแต่ละรุ่นทดสอบด้วยมาตรฐานคนละตัว ซึ่งใช้วิธีและเงื่อนไขต่างกัน:
| มาตรฐาน | ตัวอย่างค่า |
|---|---|
| ISO 9047 | 20% / 25% |
| ASTM C920 | Class 25 / Class 50 |
| ISO 11600 | 25LM / 25HM |
ดังนั้นรุ่น A ที่เขียน “50%” (ASTM) กับรุ่น B ที่เขียน “25%” (ISO 9047) ไม่ได้แปลว่า A ยืดได้เป็นสองเท่าของ B เพราะวัดคนละวิธี ให้ดูมาตรฐานกำกับด้วยเสมอ และเลือกตามลักษณะงานเป็นหลัก
LM กับ HM ต่างกันยังไง
- LM (Low Modulus) — เนื้อนุ่ม ยืดง่าย เหมาะกับรอยต่อที่ขยับมาก ดึงวัสดุน้อย
- HM (High Modulus) — เนื้อแข็ง รับแรงได้ดี เหมาะกับงานยึดที่ต้องการความแข็งแรง
เลือกยังไงในทางปฏิบัติ
- รอยต่อขยับมาก (รอยต่อขยายตัว รอยต่อแผ่นใหญ่) → เลือกค่าสูงและ low modulus
- รอยต่ออยู่นิ่ง (ยาแนวกระเบื้อง) → ค่าต่ำก็พอ
- ไม่ต้องไล่ตามตัวเลขสูงสุดเสมอ ให้ตรงกับงานคือคุ้มที่สุด
ในตารางเทียบรุ่นของเรามีหมายเหตุกำกับเรื่องนี้ไว้ ดูได้ที่ คู่มือเลือกซิลิโคน & ยาแนว
คำถามที่พบบ่อย
ยาแนวที่เขียน 50% ยืดได้ดีกว่ารุ่นที่เขียน 25% เสมอไหม?
ไม่เสมอไปครับ ถ้าสองรุ่นวัดคนละมาตรฐาน (เช่น ASTM C920 กับ ISO 9047) ตัวเลขจะเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้เพราะวิธีทดสอบต่างกัน ต้องดูมาตรฐานกำกับและเลือกตามลักษณะงาน
Low Modulus กับ High Modulus เลือกอันไหน?
Low Modulus เนื้อนุ่มยืดง่าย เหมาะกับรอยต่อที่ขยับมากและดึงวัสดุน้อย ส่วน High Modulus เนื้อแข็งรับแรงดี เหมาะกับงานยึดที่ต้องการความแข็งแรง เลือกตามว่างานเน้นยืดหยุ่นหรือรับแรง
ต้องเลือกยาแนวที่รับการขยับตัวสูงสุดเสมอไหม?
ไม่จำเป็นครับ ควรเลือกให้ตรงกับงาน รอยต่อที่อยู่นิ่งอย่างยาแนวกระเบื้องใช้ค่าต่ำก็พอ ส่วนรอยต่อขยายตัวของอาคารจึงต้องการค่าสูง การจ่ายแพงเพื่อค่าที่ไม่ได้ใช้ไม่คุ้ม




