ทำไมเราต้องเอาดอกโฮลซอ เจาะเหล็ก ไปชุบไทเทเนียมให้เป็นสีทองด้วย

ดอกโฮลซอ เจาะเหล็กที่มีการชุบไทเทเนียมให้ดอกโฮลซอเป็นสีทองมีประโยชน์หลายประการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของดอกสว่าน ได้แก่:

เพิ่มความแข็งและความทนทาน

ไทเทเนียมไนไตรด์ (TiN) ที่เคลือบบนดอกสว่าน ทำให้ผิวดอกสว่านมีความแข็งมากขึ้น ทนต่อการสึกหรอ และลดการเสียดสีขณะเจาะ ส่งผลให้ดอกสว่านมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

ลดความร้อน

การเคลือบไทเทเนียมช่วยลดการเกิดความร้อนขณะเจาะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดอกสว่านเสียหายหรือทื่อเร็ว

ใช้น้ำหล่อเย็น: ช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นขณะเจาะ ทำให้ดอกสว่านไม่เสียหายและยืดอายุการใช้งาน

ใช้ความเร็วและแรงกดที่เหมาะสม: ความเร็วและแรงกดที่มากเกินไปอาจทำให้ดอกสว่านเสียหายได้ ควรปรับความเร็วและแรงกดให้เหมาะสมกับชนิดของวัสดุและขนาดของดอกสว่าน

เจาะเป็นจังหวะ: การเจาะเป็นจังหวะ (ไม่กดต่อเนื่อง) ช่วยลดความร้อนและช่วยให้เศษวัสดุออกจากรูเจาะได้ดีขึ้น

ป้องกันการเกิดสนิม

การเคลือบไทเทเนียมยังช่วยป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยกับดอกสว่านที่ใช้งานกับโลหะ

เพิ่มความลื่น

ผิวเคลือบไทเทเนียมมีความลื่น ทำให้ดอกสว่านเคลื่อนที่ผ่านวัสดุได้ง่ายขึ้น ลดแรงต้านทาน และช่วยให้เจาะได้เร็วขึ้น

ความสวยงาม

สีทองของไทเทเนียมไนไตรด์ ทำให้ดอกสว่านดูสวยงามและโดดเด่น

การเคลือบผิวแบบอื่น

เคลือบ DLC (Diamond-Like Carbon): มีความแข็งและความลื่นสูงมาก ทนต่อการสึกหรอได้ดีเยี่ยม แต่มีราคาแพง

เคลือบ TiAlN (Titanium Aluminium Nitride): มีความแข็งและทนความร้อนสูงกว่า TiN เหมาะสำหรับงานเจาะหนักและต่อเนื่อง

    แม้ว่าดอกโฮลซอที่ชุบไทเทเนียมจะมีราคาสูงกว่าดอกสว่านทั่วไป แต่ประโยชน์ที่ได้รับในด้านประสิทธิภาพ อายุการใช้งาน และความทนทาน ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับงานเจาะเหล็กที่ต้องใช้ความแม่นยำและความทนทานสูง

    ใบตัดวงเดือน 10 นิ้ว สำหรับตัดไม้

    ใบตัดวงเดือน 10 นิ้ว สำหรับตัดไม้

    ใบเลื่อยวงเดือน 10 นิ้ว

    สำหรับตัดไม้ เป็นใบเลื่อยขนาดใหญ่ที่ใช้กับเลื่อยวงเดือน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว (หรือประมาณ 250 มม.) เหมาะสำหรับงานตัดไม้ที่มีความหนาปานกลางถึงมาก และต้องการความแม่นยำในการตัด

    ลักษณะสำคัญ:

    • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว เหมาะสำหรับงานตัดไม้ที่ต้องการความลึกในการตัดมาก
    • ฟัน: จำนวนฟันบนใบเลื่อยมีหลากหลาย ตั้งแต่ 24, 30, 40, 60 ฟัน หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับประเภทของไม้ที่ต้องการตัด และลักษณะงานที่ต้องการ
    • วัสดุ: มักทำจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง เคลือบคาร์ไบด์เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน

    การใช้งาน:

    • ตัดไม้: เหมาะสำหรับตัดไม้เนื้ออ่อน, ไม้เนื้อแข็ง, ไม้อัด, หรือแผ่นไม้ต่างๆ ที่มีความหนา
    • งานก่อสร้าง: ใช้ในงานก่อสร้าง, งานไม้, งานเฟอร์นิเจอร์ ที่ต้องการตัดไม้ขนาดใหญ่ หรือตัดไม้หลายชิ้นพร้อมกัน

    ข้อดี:

    • ความลึกในการตัด: สามารถตัดวัสดุได้ลึกกว่าใบเลื่อยวงเดือนขนาดเล็ก
    • ความแข็งแรงและทนทาน: ใบเลื่อยขนาด 10 นิ้ว มักมีความแข็งแรงและทนทานมากกว่าใบเลื่อยขนาดเล็ก สามารถรับแรงกดและแรงบิดได้ดีกว่า ทำให้เหมาะสำหรับงานหนักหรืองานที่ต้องใช้กำลังมาก
    • ความเสถียรในการตัด: ขนาดที่ใหญ่กว่าของใบเลื่อย 10 นิ้ว ช่วยให้การตัดมีความเสถียรมากขึ้น ลดการสั่นสะเทือนและการเบี่ยงเบนของใบเลื่อย ทำให้ได้แนวตัดที่แม่นยำและเรียบร้อยกว่า

    ข้อเสีย:

    • อาจหนักและใช้งานยากกว่าใบเลื่อยขนาดเล็ก: อาจต้องใช้ความแข็งแรงและความชำนาญในการควบคุมมากกว่าใบเลื่อยขนาดเล็ก
    • อาจเกิดความร้อนสูง: การใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้ใบเลื่อยร้อน ควรหยุดพักเป็นระยะ
    • ต้องใช้กับเลื่อยวงเดือนที่รองรับขนาด 10 นิ้ว: เลื่อยวงเดือนบางรุ่นอาจไม่สามารถใช้กับใบเลื่อยขนาด 10 นิ้วได้

    การเลือกใบเลื่อยวงเดือน 10 นิ้ว สำหรับตัดไม้:

    • พิจารณาชนิดของไม้: ไม้เนื้ออ่อน, ไม้เนื้อแข็ง หรือไม้อัด
    • ลักษณะงาน: ตัดตามยาว, ตัดขวาง, หรือตัดแบบละเอียด
    • จำนวนฟัน:
      • 24-30 ฟัน: เหมาะสำหรับตัดตามยาว, ตัดเร็ว
      • 40 ฟัน: เหมาะสำหรับงานทั่วไป, ตัดได้ทั้งตามยาวและขวาง
      • 60 ฟันขึ้นไป: เหมาะสำหรับตัดขวาง, งานละเอียด, ให้ผิวงานเรียบร้อย

    ข้อควรระวัง:

    • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: สวมแว่นตานิรภัย, ถุงมือ, และที่ครอบหูทุกครั้งขณะใช้งาน
    • ตรวจสอบใบเลื่อย: ตรวจสอบสภาพใบเลื่อยก่อนใช้งานทุกครั้ง หากพบรอยแตกหรือเสียหาย ควรเปลี่ยนใบเลื่อยใหม่
    • จับชิ้นงานให้มั่นคง: จับชิ้นงานให้มั่นคงขณะตัด เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวและอุบัติเหตุ

    ทำไมต้องเรียกเครื่องเจียรว่าลูกหมู

    มีหลายทฤษฎีที่อธิบายว่าทำไมเครื่องเจียรถึงถูกเรียกว่า “ลูกหมู” แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด

    นี่คือบางทฤษฎีที่เป็นไปได้:

    • เสียง: เสียงของเครื่องเจียรขณะทำงานอาจคล้ายเสียงร้องของลูกหมู
    • รูปร่าง: บางคนอาจมองว่ารูปร่างของเครื่องเจียรคล้ายกับลูกหมู โดยเฉพาะรุ่นเก่าที่มีขนาดเล็กและกะทัดรัด
    • การใช้งาน: เครื่องเจียรมักใช้สำหรับงานที่ต้องใช้ความแข็งแรงและทนทาน คล้ายกับลักษณะของลูกหมูที่มักจะแข็งแรงและทนทาน

    แม้ว่าจะไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่คำว่า “ลูกหมู” ก็เป็นคำเรียกที่ติดปากและเป็นที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายในหมู่ช่างและผู้ใช้งานเครื่องเจียรในประเทศไทย

    เหมือนกันไหม

    เลื่อยวงเดือน 4 นิ้ว ดีไหม ตัดอะไรได้บ้าง

    DEWALT เครื่องเลื่อยวงเดือนไร้สาย 4 นิ้ว

    เลื่อยวงเดือน 4 นิ้ว มีข้อดีและข้อจำกัดในการใช้งาน ดังนี้:

    ข้อดี:

    • ขนาดเล็กและน้ำหนักเบา: ทำให้ใช้งานง่าย คล่องตัว เหมาะสำหรับงาน DIY หรือในพื้นที่จำกัด
    • ราคาไม่แพง: เมื่อเทียบกับเลื่อยวงเดือนขนาดใหญ่ เลื่อยวงเดือน 4 นิ้ว มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
    • เหมาะสำหรับงานตัดที่ไม่ต้องการความลึกมาก: สามารถตัดวัสดุที่มีความหนาไม่มากได้หลากหลายชนิด

    ข้อจำกัด:

    • ความลึกในการตัดจำกัด: โดยทั่วไป เลื่อยวงเดือน 4 นิ้ว สามารถตัดวัสดุได้ลึกสุดประมาณ 40-50 มิลลิเมตร (หรือประมาณ 1.5-2 นิ้ว) ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ
    • อาจเกิดความร้อนสูง: การใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้ใบเลื่อยร้อน ควรหยุดพักเป็นระยะ
    • ไม่เหมาะสำหรับงานหนัก: ไม่เหมาะสำหรับงานตัดที่ต้องใช้กำลังมาก หรือตัดวัสดุที่มีความหนามาก

    วัสดุที่สามารถตัดได้:

    • ไม้: ไม้เนื้ออ่อน, ไม้เนื้อแข็ง, ไม้อัด, แผ่นไม้ต่างๆ
    • พลาสติก: พลาสติกบางชนิด เช่น พลาสติก PVC, อะคริลิก
    • โลหะบาง: อะลูมิเนียม, ทองแดง (ควรเลือกใบเลื่อยที่ออกแบบมาสำหรับตัดโลหะโดยเฉพาะ)
    • วัสดุอื่นๆ: ขึ้นอยู่กับชนิดของใบเลื่อยที่ใช้ อาจตัดวัสดุอื่นๆ ได้ เช่น กระเบื้อง, หินอ่อน (แต่ต้องใช้ใบเลื่อยเฉพาะทาง)

    สรุป: เลื่อยวงเดือน 4 นิ้ว เหมาะสำหรับงาน DIY ทั่วไป และงานตัดวัสดุที่มีความหนาไม่มาก หากคุณต้องการตัดวัสดุที่หนาเกิน 2 นิ้ว หรือทำงานหนักเป็นประจำ ควรพิจารณาเลื่อยวงเดือนขนาดใหญ่กว่า

    GIANTTECH เลื่อยวงเดือนไร้สาย รุ่น MCS01

    แบบมีสาย หรือ แบบไร้สายดีกว่ากัน

    เลื่อยวงเดือนแบบมีสาย

    ข้อดี:

    • กำลังสูง: มอเตอร์ไฟฟ้าแบบมีสายมักมีกำลังมากกว่าแบบไร้สาย ทำให้ตัดวัสดุได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยเฉพาะงานหนักหรือตัดวัสดุหนา
    • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน: ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องตราบเท่าที่มีแหล่งจ่ายไฟ
    • ราคาถูกกว่า: โดยทั่วไปแล้ว เลื่อยวงเดือนแบบมีสายจะมีราคาถูกกว่าแบบไร้สายที่มีกำลังใกล้เคียงกัน

    ข้อเสีย:

    • จำกัดการเคลื่อนไหว: ต้องเสียบปลั๊กไฟ จึงมีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายและใช้งานในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งจ่ายไฟ
    • สายไฟอาจเป็นอุปสรรค: สายไฟอาจเกะกะขณะทำงาน และอาจเป็นอันตรายหากไม่ระมัดระวัง

    เลื่อยวงเดือนแบบไร้สาย

    ข้อดี:

    • พกพาสะดวก: ไม่ต้องใช้สายไฟ ทำให้เคลื่อนย้ายและใช้งานได้สะดวกในทุกพื้นที่ แม้ไม่มีแหล่งจ่ายไฟ
    • ความปลอดภัย: ไม่มีสายไฟที่อาจเป็นอุปสรรคหรืออันตราย
    • เทคโนโลยีแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ใช้งานได้นานขึ้นและชาร์จเร็วขึ้น

    ข้อเสีย:

    • กำลังอาจจำกัด: โดยทั่วไปแล้ว เลื่อยวงเดือนแบบไร้สายจะมีกำลังน้อยกว่าแบบมีสาย อาจไม่เหมาะกับงานหนักหรือตัดวัสดุหนา
    • ต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่: ต้องวางแผนการใช้งานและชาร์จแบตเตอรี่ให้พร้อมเสมอ
    • ราคาแพงกว่า: เลื่อยวงเดือนแบบไร้สายมักมีราคาสูงกว่าแบบมีสายที่มีกำลังใกล้เคียงกัน

    สรุป:

    • เลือกแบบมีสาย: หากคุณต้องการกำลังสูง ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน และทำงานในพื้นที่ที่มีแหล่งจ่ายไฟ
    • เลือกแบบไร้สาย: หากคุณต้องการความคล่องตัวในการเคลื่อนย้าย ใช้งานในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งจ่ายไฟ หรือทำงานที่ไม่ต้องการกำลังมาก

    คำแนะนำ:

    • เลือกใบเลื่อยให้เหมาะสมกับวัสดุ: เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการตัด
    • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: แว่นตานิรภัย, ถุงมือ, ที่ครอบหู
    • จับชิ้นงานให้มั่นคง: เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวและอุบัติเหตุ
    • ตรวจสอบใบเลื่อยก่อนใช้งาน: หากพบรอยแตกหรือเสียหาย ควรเปลี่ยนใบเลื่อยใหม่ทันที

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบตัดเหล็กตัดสแตนเลส

    ใบตัดเหล็กและใบตัดสแตนเลสเป็นเครื่องมือสำคัญในงานช่างและอุตสาหกรรม แต่หลายคนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกใช้และดูแลรักษา บทความนี้จะรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ช่วยให้คุณใช้งานใบตัดได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

    1. ใบตัดเหล็กและใบตัดสแตนเลสต่างกันอย่างไร?

    แม้ว่าจะดูคล้ายกัน แต่ใบตัดทั้งสองชนิดมีส่วนผสมและโครงสร้างที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับการตัดวัสดุแต่ละประเภท ใบตัดเหล็กมักมีเนื้อแข็งและทนทานต่อแรงเสียดทานสูง ขณะที่ใบตัดสแตนเลสออกแบบมาให้ลดการเกิดความร้อนและป้องกันการปนเปื้อนของวัสดุ

    2. จะเลือกใบตัดให้เหมาะกับงานได้อย่างไร?

    ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ชนิดของวัสดุที่ต้องการตัด, ความหนาของวัสดุ, เครื่องมือที่ใช้, และความละเอียดของงานที่ต้องการ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิต

    3. ทำไมใบตัดถึงแตกหักระหว่างใช้งาน?

    สาเหตุหลักมักเกิดจากการใช้งานผิดวิธี เช่น ใช้ใบตัดผิดประเภท, ใช้ความเร็วเกินกำหนด, กดใบตัดแรงเกินไป, หรือใบตัดเสื่อมสภาพ การตรวจสอบสภาพใบตัดก่อนใช้งานและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

    4. ควรเก็บรักษาใบตัดอย่างไร?

    ควรเก็บในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงการวางซ้อนทับกันหรือวางใกล้สารเคมีที่อาจทำให้ใบตัดเสียหาย

    5. ใบตัดมีอายุการใช้งานนานเท่าใด?

    อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความถี่ในการใช้งาน, ชนิดของวัสดุที่ตัด, และการดูแลรักษา หากพบว่าใบตัดสึกหรอหรือมีรอยร้าว ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัย

    6. มีวิธีสังเกตอาการใบตัดเสื่อมสภาพหรือไม่?

    ควรสังเกตสัญญาณ เช่น เสียงผิดปกติระหว่างการตัด, การสั่นสะเทือนมากขึ้น, หรือรอยร้าวบนใบตัด หากพบอาการเหล่านี้ ควรหยุดใช้งานและเปลี่ยนใบตัดใหม่

    7. จำเป็นต้องใช้น้ำหล่อเย็นขณะตัดหรือไม่?

    การใช้น้ำหล่อเย็นช่วยลดความร้อนและยืดอายุการใช้งานของใบตัด โดยเฉพาะเมื่อตัดวัสดุที่แข็งหรือหนา อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบคู่มือการใช้งานของใบตัดแต่ละชนิดก่อน

    8. มีเทคนิคการตัดที่ช่วยยืดอายุใบตัดหรือไม่?

    ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม, ไม่กดใบตัดแรงเกินไป, และหลีกเลี่ยงการตัดวัสดุที่แข็งเกินกว่าที่ใบตัดจะรับได้ การตัดเป็นจังหวะสั้นๆ ก็ช่วยลดความร้อนสะสมได้

    9. ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันใดบ้างขณะใช้งาน?

    ควรสวมแว่นตานิรภัย, ถุงมือ, และเสื้อผ้าที่รัดกุม เพื่อป้องกันอันตรายจากเศษวัสดุและประกายไฟ

    10. หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างใช้งาน ควรทำอย่างไร?

    ควรหยุดเครื่องมือทันที, ปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากจำเป็น, และรีบไปพบแพทย์หากอาการรุนแรง

    คำแนะนำเพิ่มเติม:

    • เลือกซื้อใบตัดจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
    • อ่านคู่มือการใช้งานของใบตัดและเครื่องมืออย่างละเอียดก่อนใช้งาน
    • ฝึกฝนทักษะการตัดอย่างสม่ำเสมอ และเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย
    • หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

    3M ใบตัด Green Corps 4″x1.2mmx16mm

    3M ใบตัด Green Corps 4"x1.2mmx16mm

    หากสนใจติดต่อสั่งได้นะครับ

    หน้าร้านอยู่ ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี

    สอบถามหรือขอใบเสนอราคา ทักไลน์

    LINE ID : @happym คลิกที่นี่เพื่อทักไลน์เลย

    โทรสอบถามได้ที่: 085-926-9797 (คุณพล)

    ทังสเตน สีทอง WL15: การเจาะลึกทุกแง่มุม

    KTS ทังสเตน สีทอง WL15 1.6mmx175mm

    ทังสเตน สีทอง WL15 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ลวดเชื่อมทังสเตนสีทอง WL15 เป็นวัสดุสิ้นเปลืองที่สำคัญในการเชื่อม TIG (Tungsten Inert Gas) มีลักษณะเด่นคือปลายที่มีสีทอง ซึ่งบ่งบอกถึงส่วนผสมของธาตุแลนทานัมออกไซด์ (Lanthanum Oxide) ประมาณ 1.5%

    คุณสมบัติและประโยชน์

    • จุดหลอมเหลวสูง: ทังสเตนมีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด ทำให้ทนทานต่อความร้อนสูงที่เกิดขึ้นระหว่างการเชื่อม TIG ได้ดี
    • การจุดอาร์คง่าย: การเติมแลนทานัมออกไซด์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยอิเล็กตรอน ทำให้สามารถจุดอาร์คได้ง่ายและเสถียรกว่าทังสเตนบริสุทธิ์
    • อายุการใช้งานยาวนาน: ทนต่อการสึกกร่อนและการเกิดออกไซด์ได้ดี ทำให้อายุการใช้งานยาวนานกว่าทังสเตนบริสุทธิ์
    • เหมาะสำหรับงานเชื่อม AC และ DC: สามารถใช้งานได้ทั้งกับงานเชื่อมไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)
    • คุณภาพการเชื่อมที่ดี: ให้ผลการเชื่อมที่มีคุณภาพสูง มีความสวยงาม และมีความแข็งแรง

    การใช้งาน

    • งานเชื่อมเหล็ก: เหมาะสำหรับงานเชื่อมเหล็กกล้าคาร์บอน เหล็กกล้าไร้สนิม และโลหะผสมอื่นๆ
    • งานเชื่อมอะลูมิเนียม: สามารถใช้เชื่อมอะลูมิเนียมและโลหะผสมอะลูมิเนียมได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานเชื่อมไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)
    • งานเชื่อมอื่นๆ: ยังสามารถใช้เชื่อมโลหะอื่นๆ เช่น ทองแดง นิกเกิล และไทเทเนียม

    ข้อควรระวัง

    • การเจียรปลาย: ควรเจียรปลายทังสเตนให้มีความคมและเรียบ เพื่อให้ได้ผลการเชื่อมที่ดีที่สุด และควรเจียรตามยาวเสมอ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของทังสเตนลงในเนื้อเชื่อม
    • การป้องกันการปนเปื้อน: ควรเก็บรักษาทังสเตนในที่แห้งและสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกและความชื้น

    สรุป

    ทังสเตน สีทอง WL15 เป็นลวดเชื่อมที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับงานเชื่อม TIG ที่หลากหลาย ให้ผลการเชื่อมที่มีคุณภาพดี มีความทนทาน และอายุการใช้งานยาวนาน หากใช้งานและบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของงานเชื่อมได้อย่างมาก

    ค้นหา ทังสเตน สีทอง

    CJC ทังสเตน สีทอง WL15 1.6mmx175mm

    ฿210.00

    ยี่ห้อ: CJC ชื่อสินค้า: CJC ทังสเตน ทอง WL15 1.6mmx175mm ขนาด: แท่งกลม เส้นผ่านศุนย์กลาง 1.6มม ยาว 175 มม สี: ป้ายหัวสีทอง สีทองนะไม่ใช่สีเหลือง เหมาะกับการเชื่อม: เหล็กกล้าคาร์บอน, สแตนเลส, โลหะผสมนิกเกิล, ไทเทเนียม, อลูมิเนียม เชื่อมกระแส: เชื่อมได้ทั้ง DC และ AC รังสี: ไม่แผ่รังสี

    SKU: 01310000004_1584_81
    หมวดหมู่:

    COROLLA ใบเจียร สีเขียว บาง 4″x2.5x16mm (WA60)

    หากสนใจติดต่อสั่งได้นะครับ

    หน้าร้านอยู่ ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี

    สอบถามหรือขอใบเสนอราคา ทักไลน์

    LINE ID : @happym คลิกที่นี่เพื่อทักไลน์เลย

    โทรสอบถามได้ที่: 085-926-9797 (คุณพล)

    3 อย่างที่เอามาทำล้ออุตสาหกรรม ล้อพลาสติก PP vs ล้อยางสังเคราะห์ TPR vs ล้อยูรีเทน PU

    1. ล้อพลาสติก PP (Polypropylene)

    ล้อพลาสติก PP หรือล้อโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) เป็นล้อชนิดหนึ่งที่ทำจากพลาสติก PP ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ ทำให้ได้รับความนิยมในการใช้งานหลากหลายด้าน

    คุณสมบัติเด่นของล้อพลาสติก PP

    • ทนทานต่อสารเคมี: ล้อพลาสติก PP มีความทนทานต่อสารเคมี กรด ด่าง และตัวทำละลายต่างๆ ได้ดี จึงเหมาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการสัมผัสกับสารเคมี
    • ทนทานต่อการเสียดสี: ล้อ PP มีความทนทานต่อการเสียดสีและการสึกหรอได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
    • รับน้ำหนักได้ดี: ล้อ PP สามารถรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงระดับปานกลาง ขึ้นอยู่กับขนาดและการออกแบบของล้อ
    • ไม่เป็นสนิม: ล้อ PP ไม่เป็นสนิม ไม่ผุกร่อน จึงเหมาะสำหรับใช้งานทั้งในร่มและกลางแจ้ง
    • ราคาประหยัด: ล้อ PP มีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับล้อที่ทำจากวัสดุอื่นๆ ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า

    การใช้งานล้อพลาสติก PP

    ล้อพลาสติก PP นิยมใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น

    • งานอุตสาหกรรม: ใช้เป็นล้อสำหรับรถเข็น รถเข็นในโรงงาน รถเข็นในคลังสินค้า และอุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ
    • งานเฟอร์นิเจอร์: ใช้เป็นล้อสำหรับเก้าอี้สำนักงาน โต๊ะทำงาน และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่ต้องการเคลื่อนย้ายได้
    • งานเครื่องใช้ไฟฟ้า: ใช้เป็นล้อสำหรับเครื่องดูดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่ต้องการเคลื่อนย้ายได้
    • งานอื่นๆ: ล้อ PP ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานอื่นๆ ได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการและความคิดสร้างสรรค์

    ข้อควรพิจารณาในการเลือกล้อพลาสติก PP

    • ขนาดและน้ำหนักบรรทุก: เลือกขนาดของล้อและน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมกับการใช้งาน
    • ประเภทของล้อ: เลือกล้อตาย ล้อหมุน หรือล้อหมุนพร้อมเบรก ตามความเหมาะสมกับการใช้งาน
    • สภาพแวดล้อมการใช้งาน: พิจารณาเลือกใช้ล้อ PP ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการใช้งาน เช่น ล้อสำหรับใช้งานในร่ม ล้อสำหรับใช้งานกลางแจ้ง หรือล้อสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี

    2. ล้อยางสังเคราะห์ TPR (Thermoplastic Rubber)

    ล้อยางสังเคราะห์ TPR หรือ Thermoplastic Rubber เป็นล้อที่ผลิตจากวัสดุยางสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติโดดเด่นหลายประการ ทำให้เป็นที่นิยมใช้ในงานหลากหลายประเภท

    TPR จะเป็นส่วนหนึ่งของ TPE ซึ่มมีหลายอย่างมาก หลายคุณสมบัติด้วยครับ ดูข้อมูลของ Thermoplastic Elastomer ทั้งหมดได้ที่นี่

    คุณสมบัติเด่นของล้อยางสังเคราะห์ TPR

    • ความยืดหยุ่นและการดูดซับแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม: ล้อยาง TPR มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดี ช่วยลดการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนขณะเคลื่อนที่ เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความนุ่มนวลและการปกป้องพื้นผิว
    • ทนทานต่อการสึกหรอและการฉีกขาด: วัสดุ TPR มีความทนทานต่อการสึกหรอและการฉีกขาดได้ดี ทำให้ล้อ TPR มีอายุการใช้งานยาวนาน
    • ทนทานต่อสารเคมีและสภาพอากาศ: ล้อ TPR ทนทานต่อสารเคมีหลายชนิด น้ำมัน และสภาพอากาศต่างๆ จึงเหมาะสำหรับใช้งานทั้งในร่มและกลางแจ้ง
    • ไม่ทิ้งรอยดำบนพื้นผิว: ล้อ TPR ไม่ทิ้งรอยดำหรือคราบสกปรกบนพื้นผิว ทำให้เหมาะสำหรับใช้งานบนพื้นผิวที่บอบบาง เช่น พื้นไม้ พื้นกระเบื้อง หรือพื้นผิวเคลือบ
    • เสียงเงียบ: ล้อ TPR มีเสียงเงียบขณะเคลื่อนที่ ช่วยลดเสียงรบกวนในสภาพแวดล้อมการทำงาน

    การใช้งานล้อยางสังเคราะห์ TPR

    ล้อยางสังเคราะห์ TPR นิยมใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น

    • งานอุตสาหกรรม: ใช้เป็นล้อสำหรับรถเข็น รถเข็นในโรงพยาบาล รถเข็นในโรงแรม และอุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ ที่ต้องการความนุ่มนวลและลดเสียงรบกวน
    • งานเฟอร์นิเจอร์: ใช้เป็นล้อสำหรับเก้าอี้สำนักงาน โต๊ะทำงาน และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่ต้องการเคลื่อนย้ายได้สะดวกและไม่ทิ้งรอยบนพื้น
    • งานเครื่องใช้ไฟฟ้า: ใช้เป็นล้อสำหรับเครื่องดูดฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่ต้องการเคลื่อนย้ายได้ง่ายและลดเสียงรบกวน
    • งานอื่นๆ: ล้อ TPR ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานอื่นๆ ได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการและความคิดสร้างสรรค์

    ข้อควรพิจารณาในการเลือกล้อยางสังเคราะห์ TPR

    • ขนาดและน้ำหนักบรรทุก: เลือกขนาดของล้อและน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมกับการใช้งาน
    • ประเภทของล้อ: เลือกล้อตาย ล้อหมุน หรือล้อหมุนพร้อมเบรก ตามความเหมาะสมกับการใช้งาน
    • สภาพแวดล้อมการใช้งาน: พิจารณาเลือกใช้ล้อ TPR ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการใช้งาน เช่น ล้อสำหรับใช้งานในร่ม ล้อสำหรับใช้งานกลางแจ้ง หรือล้อสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี

    3. ล้อยูรีเทน PU (Polyurethane)

    ล้อยูรีเทน PU หรือล้อโพลียูรีเทน เป็นล้อที่ผลิตจากวัสดุโพลียูรีเทน ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติโดดเด่นหลายประการ ทำให้เป็นที่นิยมใช้ในงานหลากหลายประเภท

    คุณสมบัติเด่นของล้อยูรีเทน PU

    • ความทนทานสูง: ล้อยูรีเทน PU มีความทนทานต่อการสึกหรอ การฉีกขาด และแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
    • รับน้ำหนักได้มาก: ล้อ PU สามารถรับน้ำหนักได้ตั้งแต่ปานกลางไปจนถึงหนักมาก ขึ้นอยู่กับขนาดและการออกแบบของล้อ
    • ทนทานต่อสารเคมี: ล้อ PU ทนทานต่อน้ำมัน จาระบี สารเคมี และตัวทำละลายต่างๆ ได้ดี จึงเหมาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีการสัมผัสกับสารเคมี
    • ไม่ทิ้งรอยบนพื้น: ล้อ PU ไม่ทิ้งรอยดำหรือคราบสกปรกบนพื้นผิว ทำให้เหมาะสำหรับใช้งานบนพื้นผิวที่บอบบาง เช่น พื้นไม้ พื้นกระเบื้อง หรือพื้นผิวเคลือบ
    • เสียงเงียบ: ล้อ PU มีเสียงเงียบขณะเคลื่อนที่ ช่วยลดเสียงรบกวนในสภาพแวดล้อมการทำงาน

    การใช้งานล้อยูรีเทน PU

    ล้อยูรีเทน PU นิยมใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น

    • งานอุตสาหกรรม: ใช้เป็นล้อสำหรับรถเข็น รถเข็นในโรงงาน รถเข็นในคลังสินค้า และอุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ ที่ต้องการความแข็งแรงและทนทาน
    • งานเฟอร์นิเจอร์: ใช้เป็นล้อสำหรับเก้าอี้สำนักงาน โต๊ะทำงาน และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่ต้องการเคลื่อนย้ายได้สะดวกและไม่ทิ้งรอยบนพื้น
    • งานเครื่องจักร: ใช้เป็นล้อสำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานต่อการใช้งานหนัก
    • งานอื่นๆ: ล้อ PU ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานอื่นๆ ได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการและความคิดสร้างสรรค์

    ข้อควรพิจารณาในการเลือกล้อยูรีเทน PU

    • ขนาดและน้ำหนักบรรทุก: เลือกขนาดของล้อและน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมกับการใช้งาน
    • ประเภทของล้อ: เลือกล้อตาย ล้อหมุน หรือล้อหมุนพร้อมเบรก ตามความเหมาะสมกับการใช้งาน
    • ความแข็งของล้อ: เลือกความแข็งของล้อ PU ที่เหมาะสมกับพื้นผิวและสภาพแวดล้อมการใช้งาน ยิ่งความแข็งสูง ยิ่งทนทาน แต่การดูดซับแรงกระแทกจะน้อยลง
    • สภาพแวดล้อมการใช้งาน: พิจารณาเลือกใช้ล้อ PU ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการใช้งาน เช่น ล้อสำหรับใช้งานในร่ม ล้อสำหรับใช้งานกลางแจ้ง หรือล้อสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี

    ทั้ง 3 อย่าง ข้อดีข้อเสีย ต่างกันอย่างไร

    ลักษณะล้อพลาสติก PPล้อยางสังเคราะห์ TPRล้อยูรีเทน PU
    ข้อดีราคาประหยัด, ทนทานต่อสารเคมี, ไม่เป็นสนิม, น้ำหนักเบาดูดซับแรงกระแทกดีเยี่ยม, เงียบ, ไม่ทิ้งรอยบนพื้น, ทนทานต่อสารเคมีและสภาพอากาศทนทานสูง, รับน้ำหนักได้มาก, ทนทานต่อสารเคมี, ไม่ทิ้งรอยบนพื้น, เงียบ
    ข้อเสียรับน้ำหนักได้น้อยกว่า PU, อาจมีเสียงดังเมื่อใช้งานบนพื้นผิวบางประเภทความทนทานต่อการสึกหรออาจไม่ดีเท่า PU, ราคาอาจสูงกว่า PPราคาอาจสูงกว่า PP และ TPR, อาจแข็งกว่า TPR ทำให้ดูดซับแรงกระแทกได้น้อยกว่า
    เหมาะสำหรับงานทั่วไปที่ไม่ต้องการรับน้ำหนักมาก, สภาพแวดล้อมที่มีสารเคมีงานที่ต้องการความนุ่มนวล, ลดเสียงรบกวน, และปกป้องพื้นผิวงานที่ต้องการความทนทานสูง, รับน้ำหนักมาก, และใช้งานในสภาพแวดล้อมหลากหลาย
    ตัวอย่างการใช้งานรถเข็นทั่วไป, รถเข็นในโรงงาน, เฟอร์นิเจอร์รถเข็นในโรงพยาบาล, รถเข็นในโรงแรม, เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้ารถเข็นอุตสาหกรรม, รถเข็นหนัก, เครื่องจักร, เฟอร์นิเจอร์

    รวมขั้นตอน งานขัดผิวสแตนเลสแต่ละแบบ ทั้ง แฮร์ไลน์, ซาติน และเงา

    1. ขั้นตอนการขึ้นชิ้นงาน

    2. ขั้นตอนการเตรียมก่อนขัด

    3. ปรับระดับผิว

    4. ขัดหยาบ

    5. ขัดละเอียดกลาง

    5.1 ขัดซาติน

    5.2 ขัดแฮร์ไลน์

    6. ขัดละเอียด

    7. ขัดเงา

    8. การปิดผิวเพื่อป้องกันขอยขีดข่วน ผิวเงา

    ฟิล์มกันรอยสำหรับสแตนเลสเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องพื้นผิวสแตนเลสจากรอยขีดข่วน, รอยเปื้อน, และความเสียหายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการผลิต, การขนส่ง, หรือการใช้งาน ฟิล์มกันรอยที่มีคุณภาพดีควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้:

    ทนต่อสารเคมี: ฟิล์มควรทนทานต่อสารเคมีต่างๆ ที่อาจสัมผัสกับพื้นผิวสแตนเลส, เพื่อป้องกันการกัดกร่อนหรือทำลายพื้นผิว

    การยึดเกาะที่ดี: ฟิล์มควรยึดติดกับพื้นผิวสแตนเลสได้อย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันการลอกหรือหลุดออกง่าย, โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรืออุณหภูมิสูง

    ทนต่อการฉีกขาด: ฟิล์มต้องมีความแข็งแรงทนทานต่อการฉีกขาด, เพื่อให้สามารถทนต่อแรงกระแทกหรือการเสียดสีต่างๆ ได้โดยไม่เสียหาย

    ป้องกันรอยขีดข่วน: ฟิล์มต้องมีความสามารถในการป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี, เพื่อรักษาพื้นผิวสแตนเลสให้คงความสวยงามและเงางาม

    ป้องกันคราบสกปรก: ฟิล์มควรป้องกันคราบสกปรก, ฝุ่นละออง, และสารเคมีต่างๆ ที่อาจทำให้พื้นผิวสแตนเลสหมองคล้ำหรือเสียหาย

    ลอกออกง่าย: ฟิล์มควรลอกออกได้ง่ายโดยไม่ทิ้งคราบกาวหรือสารตกค้างใดๆ บนพื้นผิวสแตนเลส

    มีความโปร่งใส: ฟิล์มควรมีความโปร่งใสสูงเพื่อไม่บดบังความสวยงามของพื้นผิวสแตนเลส

    ทนทานต่อสภาพอากาศ: ฟิล์มควรทนทานต่อสภาพอากาศต่างๆ เช่น แสงแดด, ฝน, และความชื้น, เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

    ถ้าเทียบกับพลาสติกทั่วไปมันก็จะแพงกว่ากันหน่อยและครับ

    http://thai.surfaceprotection-film.com/supplier-404260-stainless-steel-protection-film

    9. (วิธีเพิ่มเติม) การกัดกรด

    https://www.facebook.com/watch/?v=1131170664860195

    10. (วิธีเพิ่มเติม) การยิงทราย

    ยิงทราย

    วิธีการยิงที่นิยมใช้กับสแตนเลส ก็คือ ยิืงทรายลงชิ้นงาน

    ยิงเม็ดบีด

    และอีกลายที่สวยเวลายิงสแตนเลส ก็คือการยิงเม็ด